ทำไงดี? ลูกเป็นคนขี้กังวล

ใครมีลูกเป็นคนขี้กังวล คงเคยรู้จักอาการเหล่านี้เป็นอย่างดี เวลาที่มีเรื่องอะไรมากระตุ้นมักจะกลัว กระสับกระส่าย จิตใจไม่อยู่กับตัวมัวแต่พะวง หรือกังวลจนท้องเสีย โฟกัสกับการเรียนไม่ได้ นอนไม่หลับ เวลาอยู่ในกลุ่มหรือต่อหน้าคนอื่นมักกลัวโดนคนมองไม่ดี จนทำให้ระแวง อาจถึงขั้นเหงื่อตก พูดติดขัด หน้าแดง หายใจไม่ทัน

ในช่วงที่ลูกเป็นนักเรียน อาจมีเหตุการณ์หลายอย่างที่กระตุ้นอาการเหล่านี้ เช่น การสอบครั้งสำคัญ (หรือบางคนเป็นทุกครั้ง) การพรีเซ้นต์งานหน้าชั้น การแสดงกิจกรรมต่างๆ ซึ่งถึงแม้จะเตรียมตัวมาดีเพียงใด การเป็นคนขี้กังวลก็อาจทำให้เสียคะแนนหรือทำให้งานที่เตรียมมาอย่างดีล่มไปอย่างน่าเสียดาย และทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ก็มักจะยิ่งตอกย้ำความมั่นใจว่าสิ่งที่กังวลเหล่านั้นเกิดขึ้นได้จริง จนเป็นที่น่ากังวลยิ่งขึ้นไปอีก บางคนก็มีอาการช่วงสั้นๆ แต่ก็รุนแรงจนแทบหัวใจวาย บางคนก็มีอาการแทบตลอดเวลาจนทำให้อ่อนเพลีย ไม่มีพลังในการขับเคลื่อนชีวิตไปข้างหน้า

แน่นอนว่าคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกขี้กังวลแบบนี้คงอยากช่วยให้ ลูกหายไวๆ แต่บางครั้งก็จนใจเพราะไม่ว่าจะย้ำแค่ไหนว่า “ไม่ต้องห่วงนะ”  หรือ “เรื่องแค่นี้เอง ไม่ต้องกังวลหรอก” ก็ดูเหมือนจะไม่ได้ช่วยอะไรมากเท่าไหร่ ที่สำคัญคืออาการแบบนี้พบได้บ่อยแม้ในเด็กที่ มีความรับผิดชอบสูงหรือเป็นเด็กที่เรียนดีด้วย

ก่อนอื่นคุณพ่อคุณแม่ควรเข้าใจว่าความกังวลเป็นธรรมชาติของทุกคน ซึ่งจริงๆแล้วก็มีข้อดี เช่น คนที่ไม่กังวลเรื่องการสอบเลยก็อาจจะไม่มีแรงกดดันให้ ต้องอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบ การจัดการ ความกังวลของตนเองนั้นถือเป็นทักษะทางอารมณ์ อย่างหนึ่งซึ่งทุกคนจะต้องเรียนรู้และฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง แต่หากมีอาการกังวลถึงขั้นพักผ่อนไม่เพียงพอ รบกวนการเรียนอย่างมาก หรือไม่สามารถมีความสัมพันธ์กับเพื่อน หรือคนรอบข้างอย่างปกติได้ ก็ เป็นไปได้ว่าลูกอาจจะเป็นโรควิตกกังวล (anxiety disorder) ซึ่งแนะนำให้พาไปพบจิตแพทย์ เพราะหากไม่ได้รับการรักษา อาจนำไปสู่การเป็นโรคซึมเศร้าและสุขภาพเสื่อมโทรมได้

อย่างไรก็ตามโรคนี้เป็นโรคที่ไม่สามารถ รักษาด้วยยาเพียงอย่างเดียวได้ ดังนั้น กำลังใจและคำแนะนำจากคุณพ่อคุณแม่จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

วิทยาศาสตร์ช่วยคุณได้

งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์จาก University of Cambridge และอีกหลายงานวิจัย พบว่าวิธีการจัดการกับเรื่องต่างๆในชีวิตส่งผลกระทบโดยตรงต่อระดับความกังวล หากปรับเปลี่ยนวิธีการรับมือกับสถานการณ์ต่างๆได้ ก็จะสามารถลดความกังวลลงได้ โดยมีทักษะและแนวคิดหลายอย่างที่สามารถช่วยจัดการกับความกังวลอย่างได้ผล

สามวิธีต่อไปนี้เป็นตัวอย่างของวิธีที่ดีที่สุดจากงานวิจัยดังกล่าวที่คุณพ่อคุณแม่อาจนำไปปรับใช้เป็นคำแนะนำได้ตามความเหมาะสม

ลองทำแบบ “แย่ๆ”ไปก่อนไหม

หากความกังวลเป็นต้นเหตุให้รู้สึกว่าควบคุมอะไรในชีวิตไม่ค่อยได้ หรือทำให้ไม่กล้าตัดสินใจ และอยากรอให้ถึงเวลาเหมาะสมหรือรอให้ทุกอย่างพร้อมเพื่อให้งานออกมาเพอร์เฟค จนนำไปสู่การไม่กล้าเริ่มทำอะไรๆ เช่น ไม่กล้าเขียนรายงานเพราะยังคิดไม่ออกว่าจะเขียนอย่างไรถึงจะดี ยิ่งใกล้ถึงกำหนดส่งก็ยังไม่มีไอเดีย ยิ่งทำให้เกิดความเครียดสูงและกังวลเพิ่มขึ้น วิธีนึงที่จะช่วยได้คือ

ลองทำแบบที่เราคิดว่ามันแย่ๆไปก่อนไหม เพราะการคิดล่วงหน้ามากไปนอกจากจะเสียเวลาแล้วยังทำให้ความกังวลยิ่งเพิ่มมากขึ้น อย่างน้อยหากเราเริ่มทำไปก่อน ทำแบบสนุกๆไม่ได้คาดหวังอะไรมาก คิดอะไรได้ก็เขียนไว้ก่อน ถ้าหากมันแย่ก็ยังมีีเวลาปรับปรุงให้มันดีขึ้นได้ และเอาเข้าจริงๆมันอาจไม่ได้แย่อย่างที่คิดหรอก การได้เริ่มทำอะไรบางอย่างเป็นการช่วยปลดล็อกความเครียดที่ขังความคิดสร้างสรรค์ไว้นั่นเอง

ให้อภัยตัวเองและจัดเวลาเฉพาะเพื่อกังวล

หลายคนมักมองตัวเองด้วยความเข้มงวด มีเรื่องติติงตัวเองได้ตลอดเวลา หากทำอะไรพลาดไปจะเหมือนหนามที่คอยทิ่มแทงจิตใจ ทำให้เกิดความกลัวสะสม ถ้ามีใครสักคนคอยตามติเราทุกเรื่องเราคงไม่ชอบถึงขั้นเลิกคบ แต่คนขี้กังวลมักทำสิ่งนี้กับตัวเองจนชิน วิธีที่จะช่วยได้คือต้องคอยเตือนให้เป็นมิตรที่ดีกับตัวเองและยอมที่จะให้อภัยตัวเองเหมือนที่เราให้อภัยคนอื่นๆ รู้จักดึงตัวเองออกจากความผิดพลาดและโฟกัสกับสิ่งที่ต้องทำตรงหน้า

วิธีนึงที่จะช่วยได้คือเตือนตัวเองว่าให้เลื่อนเวลากังวลเรื่องนี้ไปก่อน ทำนอง “I wil worry about it later.” แล้วจัดเวลาเฉพาะสำหรับการทบทวนและกังวลในแต่ละวัน อาจจะสัก 10-15 นาที เชื่อเถอะว่าเพียงแค่เลื่อนเวลากังวลออกไปจะทำให้รู้สึกว่าความผิดพลาดที่เกิดขึ้นนั้นฟังดูน่ากังวลน้อยลงไปมากทีเดียว

ทำชีวิตให้มีความหมายด้วยการช่วยเหลือผู้อื่น

ในแต่ละวันให้ลองพิจารณาดูว่าได้ใช้เวลาเพื่อผู้อื่นเท่าไหร่ ถ้าคำตอบที่ได้คือน้อยมากหรือแทบไม่มี อาจจะนำไปสู่สุขภาพจิตที่แย่ได้ เพราะไม่ว่าจะเป็นคนที่เรียนดีหรือทำงานเก่งแค่ไหน หรือมีเงินมากน้อยเพียงใดก็ไม่อาจมีความสุขมากเท่าการได้รู้ว่ามีใครบางคนที่ต้องการความช่วยเหลือหรือความรักจากเรา การฝึกทำอะไรให้ผู้อื่นบ่อยๆทำให้จิตใจเราลดการโฟกัสแต่เรื่องของตัวเองลง มองโลกในมุมมองที่เป็นจริงมากขึ้น และพบว่าสิ่งที่เรากังวลนั้นหลายอย่างเป็นเรื่องเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับเรื่องอื่นๆ
นอกจากนี้การได้รู้สึกเชื่อมโยงกับคนอื่นๆยังเป็นเหมือนยาบำรุงที่ทำให้สุขภาพจิตดี

แล้วเราจะทำอย่างไรให้ใช้เวลาเพื่อคนอื่นเพิ่มขึ้นได้บ้าง อาจเริ่มจากสิ่งเล็กๆน้อยๆ เช่น การเขียนข้อความสั้นๆเพื่อให้กำลังใจผู้อื่น การช่วยดูแลน้องหรือผู้สูงอายุในบ้าน การช่วยติวหนังสือให้เพื่อน การทำกิจกรรมจิตอาสา และถึงแม้ว่าคนอื่นจะไม่รับรู้ในสิ่งที่เราทำก็ไม่สำคัญเพราะอย่างน้อยก็มีเราที่รู้ สิ่งเล็กน้อยเหล่านี้จะช่วยทำให้รู้สึกว่าชีวิตเรามีความหมายและค่อยๆลดความกังวลได้เอง

สุดท้ายนี้ก็อยากฝากคุณพ่อคุณแม่ว่าบางครั้งการสอนลูกที่ดีที่สุดคือการทำตัวให้เป็นตัวอย่างที่ดี หากต้องการให้ลูกกังวลน้อยลงอาจต้องเริ่มจากการลดความกังวลของตัวเองลงก่อน และหากจะนำเคล็ดลับในการคลายกังวลทั้งสามข้อนี้ไปปรับใช้เองหรือส่งต่อให้กับคนขี้กังวลคนอื่นๆก็คงมีประโยชน์ไม่มากก็น้อย

 

ที่มา:
https://www.weforum.org/agenda/2017/07/heres-what-science-says-about-becoming-mentally-strong-and-beating-anxiety

Previous Article
Changing Course: From NTU's Medical School to Columbia University
Changing Course: From NTU's Medical School to Columbia University

Choosing the wrong path is NOT the end of the world - it's just a detour!

Next Article
Build Your Own App(lication)
Build Your Own App(lication)

All-day workshop series for students who are trying to shape your profile, run by college admissions expert...